ศิลปะการประทินโฉมโขน 2/4

กฎการดูแลผิวแต่งหน้า 5 ข้อที่ต้องใส่ใจจำ

1. ปรับเปลี่ยนไปกับฤดูกาล ถ้าคุณคิดว่าผลิตภัณฑ์อย่างเดียวจะได้ผลสำหรับคุณตลอดทั้งปี ก็ลองคิดดูใหม่ได้แล้วคุณต้องทำความเข้าใจผิวของตัวเอง และดูว่ามันเปลี่ยนแปลงไป อย่างไร และปรับกิจวัตรประจำวันของคุณในเวลาที่จำเป็น ตัวอย่างเช่นในหน้าหนาวที่อากาศแห้งกว่าปกติแต่งหน้า คุณก็ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้มันสักหน่อย และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่เบาบางลงในหน้าร้อนที่มีความขึ้นในอากาศค่อนข้างสูง

2. ลงทุนกับการดูแลผิวพรรณ สกินแคร์เป็นเหมือนน้ำมันที่ทำให้เครื่องยนต์เดินเครื่องได้ และสินค้าดูแลผิวต่าง ๆ ก็ดีวันดีคืนขึ้นด้วย เราเคยต้องใช้เวลากว่า 12 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลในการใช้ผลิตภัณฑ์ แต่ตอนนี้เราจะเห็นผลแบบเดียวกันในเวลา 4-8 สัปดาห์ เท่านั้น แต่เพื่อให้เห็นผลที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คุณต้องทำตามกิจวัตรการดูแลผิวของคุณอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่อง ก็เหมือนกับการออกกำลังนั่นแหละ การออกกำลังเพียง แค่หนึ่งหรือสองครั้งไม่อาจทำให้คุณแข็งแรงได้ฉันใด การดูแลผิวก็เช่นกัน มันต้องให้เวลาและการทุ่มเทอย่างสม่ำเสมอกับมัน

3. กินให้ดีแต่งหน้าแต่งหน้า ถ้าคุณใช้เงินมากมายไปกับครีมบำรุงผิว แต่ไม่ใส่ใจในสิ่งที่คุณกินเข้าไป คุณก็อาจต่อสู้กับสงครามที่มีแต่จะพ่ายแพ้ เรามักลืมกันไปว่า ลักษณะของผิวกายนั้น ส่วนใหญ่แล้วถูกกำหนดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าเราควรระวังปริมาณแคลอรีที่กินเข้าไปด้วย เนื่องจากเริ่มมีการค้นพบจากงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นว่าการกินมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะมีผลในแง่ลบต่อร่างกาย แต่ยังมีผลต่อผิวพรรณของเราด้วย

4. รู้เท่ากันผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นกระแสที่มาแรง แต่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชิตดีกว่าสำหรับผิวของคุณจริง ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องของประสิทธิภาพ แต่เป็นเรื่องของการเลือกของ แต่ละคน และอย่าคิดว่าเพราะมันมีส่วนผสมจากธรรมชาติแล้ว จะแปลว่ามันจะอ่อนโยนกว่า เพราะคนบางคนมีปฏิกิริยาต่อส่วนผสมบางอย่าง ไม่ว่ามันจะเป็นออร์แกนิกส์หรือไม่ก็ตาม

5. อย่าเพิ่งฉีดโบท็อกซ์เร็วเกินไปนัก ตอนนี้การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่า มันอาจเร่งให้ผิวแก่ก่อนวัยได้หรือเปล่า เนื่องจากความก้าวหน้าล่าสุดในเรื่องการศึกษาระบบประสาทได้แสดงให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ปลายประสาทจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ผิวคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ ถ้าโบท็อกซ์ทำงานด้วยการทำให้ปลายประสาทหยุดปล่อยสารเคมี ที่ส่งผลให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อก็ไม่ต้องสงสัยว่ามันจะทำให้ปลายประสาทอ่อนแอลง เราคงยังต้องความหาคำตัดสินกันอยู่ต่อไป แต่ถ้าคุณกำลังคิดจะฉีดโบท็อกซ์ ก็ควรยั้งใจไว้สักหน่อยแต่งหน้า เพราะการฉีดโบท็อกซ์เป็นประจำอาจทำให้เกิดอาการ “ดื้อยา” ได้ การเร่งฉีดโบท็อกซ์เร็วเกินไปจึงเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

ศิลป์การประทินโฉมโขนแต่งหน้า 4/4

กฎการดูแลผิว 5 ข้อที่ต้องใส่ใจจำ

1. ปรับเปลี่ยนไปกับฤดูกาล ถ้าคุณคิดว่าผลิตภัณฑ์อย่างเดียวจะได้ผลสำหรับคุณตลอดทั้งปี ก็ลองคิดดูใหม่ได้แล้วคุณต้องทำความเข้าใจผิวของตัวเอง และดูว่ามันเปลี่ยนแปลงไป อย่างไร และปรับกิจวัตรประจำวันของคุณในเวลาที่จำเป็น ตัวอย่างเช่นในหน้าหนาวที่อากาศแห้งกว่าปกติ คุณก็ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้มันสักหน่อย และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่เบาบางลงในหน้าร้อนที่มีความขึ้นในอากาศค่อนข้างสูง

2.แต่งหน้า ลงทุนกับการดูแลผิวพรรณ สกินแคร์เป็นเหมือนน้ำมันที่ทำให้เครื่องยนต์เดินเครื่องได้ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่าง ๆ ก็ดีวันดีคืนขึ้นด้วย เราเคยต้องใช้เวลากว่า 12 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลในการใช้ผลิตภัณฑ์ แต่ตอนนี้เราจะเห็นผลแบบเดียวกันในเวลา 4-8 สัปดาห์ เท่านั้น แต่เพื่อให้เห็นผลที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คุณต้องทำตามกิจวัตรการดูแลผิวของคุณอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่อง ก็เหมือนกับการออกกำลังนั่นแหละ การออกกำลังเพียง แค่หนึ่งหรือสองครั้งไม่อาจทำให้คุณแข็งแรงได้ฉันใด การดูแลผิวก็เช่นกัน มันต้องให้เวลาและการทุ่มเทอย่างสม่ำเสมอกับมัน

3. กินให้ดีแต่งหน้า ถ้าคุณใช้เงินมากมายไปกับครีมบำรุงผิว แต่ไม่ใส่ใจในสิ่งที่คุณกินเข้าไปแต่งหน้า คุณก็อาจต่อสู้กับสงครามที่มีแต่จะพ่ายแพ้ เรามักลืมกันไปว่า ลักษณะของผิวนั้น ส่วนใหญ่แล้วถูกกำหนดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าเราควรระวังปริมาณแคลอรีที่กินเข้าไปด้วย เนื่องจากเริ่มมีการค้นพบจากงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นว่าการกินมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะมีผลในแง่ลบต่อร่างกาย แต่ยังมีผลต่อผิวพรรณของเราด้วย

4. รู้เท่ากันผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นกระแสที่มาแรง แต่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชิตดีกว่าสำหรับผิวของคุณจริง ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าแต่งหน้า มันไม่ใช่เรื่องของประสิทธิภาพ แต่เป็นเรื่องของการเลือกของ แต่ละคน และอย่าคิดว่าเพราะมันมีส่วนผสมจากธรรมชาติแล้ว จะแปลว่ามันจะอ่อนโยนกว่า เพราะคนบางคนมีปฏิกิริยาต่อส่วนผสมบางอย่าง ไม่ว่ามันจะเป็นออร์แกนิกส์หรือไม่ก็ตาม

5. อย่าเพิ่งฉีดโบท็อกซ์เร็วเกินไปนัก ตอนนี้การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่า มันอาจเร่งให้ผิวแก่ก่อนวัยได้หรือเปล่า เนื่องจากความก้าวหน้าล่าสุดในเรื่องการศึกษาระบบประสาทได้แสดงให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ปลายประสาทจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ผิวคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ ถ้าโบท็อกซ์ทำงานด้วยการทำให้ปลายประสาทหยุดปล่อยสารเคมี ที่ส่งผลให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อก็ไม่ต้องสงสัยว่ามันจะทำให้ปลายประสาทอ่อนแอลง เราคงยังต้องความหาคำตัดสินกันอยู่ต่อไป แต่ถ้าคุณกำลังคิดจะฉีดโบท็อกซ์ ก็ควรยั้งใจไว้สักหน่อย เพราะการฉีดโบท็อกซ์เป็นประจำอาจทำให้เกิดอาการ “ดื้อยา” ได้ การเร่งฉีดโบท็อกซ์เร็วเกินไปจึงเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

ศิลปะการแต่งหน้าทาปากโขน 3/4

3 วิธีผ่อนคลายสลายพิษ

ความเครียดและสารพิษเป็นศัตรูสำคัญของความงาม เพราะฉะนั้น อย่าแค่ดูแลผิวจากภายนอก แต่ต้องใส่ใจในการผ่อนคลายความเครียด และการขจัดสารพิษที่จะทำให้ร่างกายของคุณร่วงโรยเร็วกว่าปกติด้วยนะ

1.แต่งหน้า เพิ่มพลังวังชา การดีท็อกซ์แบบง่าย ๆแต่งหน้า ต่อไปนี้ จะช่วยปลุกระบบร่างกายของคุณให้ตื่นตัวขึ้น

ขัดผิว การนวดร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสครับอุ่น ๆ เป็นขั้นตอนที่เพิ่มความตื่นตัวและดีต่อสุขภาพ เลือกสครับแบบเกลือ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการช่วยดูดซับของเสียและพิษจากผิวได้ด้วย

ชโลมน้ำมัน น้ำมันมีความเข้มข้นกว่าครีมทาตัวหรือบาล์ม และใช้เพื่อเพิ่มระดับพลังงานได้เร็วกว่า ลองหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปเล็กน้อย อย่างเช่น สะระแหน่ ตะไคร้ หรือจูนิเปอร์ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการกระตุ้นเลือดลม และทำให้อารมณ์คุณดีขึ้นด้วย

2. ดีท็อกซ์ความเครียดแต่งหน้า ลองใช้การบำรุงบำเรอตัวเองต่อไปนี้เพื่อขจัดความเครียดให้หมดไป

แช่น้ำละลายความเคร่งเครียด การแช่น้ำอุ่นในอ่างให้ความรู้สึกสบาย และการหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปในน้ำอาบเล็กน้อย ช่วยทั้งบำรุงผิว และให้กลิ่นที่ช่วยคลายเครียดได้ด้วย

นวดทั่วเรือนร่าง การนวดเบา ๆ ที่แขน ขา และหน้าด้วยมือ ของคุณหรือด้วยแปรงนุ่มๆ ช่วยคลายความเครียดได้อย่างมหาศาลใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของกุหลาบ ลาเวนเดอร์ หรือแซนดัลวูด ที่จะเพิ่มสรรพคุณในการลดความเครียด นวดให้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่เท้าจนถึงใบหน้า และอย่าลืมหนังศีรษะด้วย หายใจเข้าลึก ๆ และนวดในทิศทางที่เข้าหาหัวใจ ส่วนหน้าท้องให้นวดตามเข็มนาฬิกา

3. ละระดับสารพิษ คุณมีอาการบวมน้ำ ปวดหัว เหนื่อยอ่อน และผิวหมองคล้ำหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าคุณมีระดับสารพิษในร่างกายมากเกินไป ลองใช้วิธีการต่อไปนี้ที่ช่วยทำความสะอาดและขจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย เพื่อให้คุณรู้สึกสดชื่น และดูสดใสขึ้นด้วย

ผุดผ่องทั่วร่าง ใช้สครับแบบเกลือหรือน้ำตาลทรายผสมกับ น้ำมันหอมระเหย นวดให้ทั่วเรือนร่าง หรือใช้น้ำมันถั่วเหลืองผสมกับ น้ำส้มคั้นหนึ่งซีก เกลือทะเล แล้วลงไปแช่ตัวในอ่างน้ำร้อน ผิวคุณจะผุดผ่องขึ้นหลังจากได้ขับเอาเหงื่อและของเสียออกมา

มาส์ก ทำความสะอาดรูขุมขนแบบล้ำลึกและกำจัดสิ่งสกปรกจากสิ่งรอบตัวด้วยการใช้มาส์กแบบเข้มข้น เลือกชนิดที่เหมาะกับผิวของคุณ มาส์กแบบโคลนยังอาจช่วยดูดชับของเสียออกจากผิวได้ด้วย

Extra Tip : เพิ่มระดับการเผาผลาญพลังงาน หาเวลาหนึ่งวันที่คุณจะดื่มแต่ของเหลว จะเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก็ได้ และควรเพิ่มเครื่องดื่มสำหรับดีท็อกซ์เข้าไปเป็นระยะแต่งหน้า สูตรเครื่องดื่มสำหรับดีท็อกซ์แบบง่าย ๆ ก็คือแต่งหน้า น้ำมะนาวหนึ่งผล น้ำเชื่อมเมเปิลหนึ่งช้อนชา ผสมกับน้ำร้อน และใส่พริกป่นฝรั่งลงไปหนึ่งช้อนชา มันจะช่วยเพิ่มระดับการเผาผลาญพลังงาน และทำความสะอาดระบบร่างกายของคุณ

ศิลป์การแต่งหน้าทาปากโขน 1/4
ในชีวิตประจำวันมีหลายเรื่องที่เราทำอยู่ บางเรื่องเราก็มองข้าม หากอยากคงความสวยไว้แบบนี้นานๆ ก็มีอยู่หลายเรื่องนะที่ควรใส่ใจและมองข้ามไม่ได้เชียวแหละ…

“อย่าทำ” และ “ต้องระวัง”

1. อย่าทำความสะอาดผิวจนรู้สึกฝืด การทำความสะอาดผิวให้สะอาดหมดจดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างแน่นอน แต่การทำความสะอาดผิวพร้อมกับการขัดถูผิวอย่างรุนแรงเกินไป การล้างหน้าวันละหลายครั้ง การใช้เคลนเซอร์ที่ “ทำความสะอาดอย่างล้ำลึก” อาจทำให้ผิวของคุณแห้งตึงหรือแตกลอกได้ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังบอกว่าการทำความสะอาดผิวมากเกินไปอาจทำให้ผิวที่มีแนวโน้มจะเป็นสิวได้ง่ายแย่ลงไปอีก เนื่องจากต่อมน้ำมันในผิวถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยกับน้ำมันที่ถูกกำจัดออกไป ผลก็คือผิวที่มันขึ้นและอุดตันรูขุมขนมากขึ้น

แต่งหน้า 2. อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดเอเอชเอมากเกินไป เอเอชเออาจทำสิ่งดี ๆ ให้ผิว แต่ก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายคุณได้ถ้าใช้มากจนเกินไป ผู้หญิงที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีกรดเอเอชเอความเข้มข้นสูง ๆ เสี่ยงต่อการเกิดอาการระคายเคืองต่อผิว และยังทำให้ผิวไวต่อการไหม้แดดมากขึ้นด้วย ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอเอชเอต่ำ ๆ อย่างเช่น 2 เปอร์เซ็นต์ จะปลอดภัยมากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอเอชเอสูงถึง 4 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น ถ้าคุณยังใหม่ต่อการใช้เอเอชเอ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอเอชเอเพียงชิ้นเดียว และใช้เพียงวันละครั้ง และอย่าลืมใช้ครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวทุกครั้งด้วย

3. อย่าขัดผิวมากเกินไป การขัดลอกผิวเพื่อช่วยในการผลัดเซลล์ผิว อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผิวของคุณดูสดใสขึ้น แต่การใช้สครับที่มีเม็ดขัดหยาบกร้านหรือการใช้ใยบวบเพื่อขัดหน้า รวมถึงการใช้สครับที่ใช้สำหรับผิวกายกับผิวหน้า มีแต่จะทำให้ผิวของคุณแย่ลง และถ้าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวอยู่แล้ว เช่น เรติโนอิดส์หรือเอเอชเอ ก็ยิ่งจะต้องระวังมากขึ้นไปอีก เพราะมันอาจขัดลอกผิวที่มากจนเกินไปและทำให้ผิวระคายเคืองได้ สครับแบบมีเม็ดขัดควรใช้เพียงหนึ่ง หรือสองครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น และไม่ควรใช้อย่างยิ่ง ถ้าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเอเอชเออยู่แล้ว

4. อย่าพึ่งพาเพียงแค่สารกันแดดในเครื่องประทินโฉม เดี๋ยวนี้เครื่องสำอางหลายชนิดต่างผสมสารกันแดดลงไปด้วย จนทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้เครื่องสำอางแบบนี้ งดการใช้ครีมกันแดดไปโดยปริยาย แต่ในความเป็นจริง คุณสามารถไว้ใจในประสิทธิภาพของรองพื้นที่มีสารกันแดดเพื่อปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้ราวสองชั่วโมง จากนั้น ประสิทธิภาพของมันก็จะเริ่มลดลงแล้วแต่งหน้า โดยจากการศึกษาของ Americanแต่งหน้า Acedemyแต่งหน้า of Dermatology พบว่าหลังจากสองชั่วโมงแต่งหน้า อณูของออกไซด์ที่ใช้ป้องกันแสงแดดซึ่งจับอยู่กับเม็ดสีของรองพื้นจะซึมเข้าไปในริ้วรอยเล็ก ๆ และรูขุมขน และทำให้การปกป้องแสงแดดหายไปด้วย ผู้หญิงจึงควรทามอยสเจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดด ภายใต้เมกอัพอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเพิ่มการปกป้องให้มากขึ้น

หนึ่งครั่งที่พลาดพลั่งไปแรงใจ

ขอให้เราเสพสิ่งทั้งหลาย ในโลกแบบกินปลา คือระมัดระวังก้างอย่าให้มันติดคอ ทำหน้าที่ของเราไปอย่างรอบคอบ จะดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสสิ่งเย็นร้อน อ่อน แข็ง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เป็นไร แต่ให้รู้จัก รูปว่าสักแต่ว่ารูป เสียงว่าสักแต่ว่าเสียง กลิ่นว่าสัก แต่ว่ากลิ่นก็แล้วกัน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นของธรรมดาของโลก ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ผู้เกี่ยวข้องด้วยสติปัญญา ถ้าเราทุกข์ใจแล้ว จะไปโทษมันก็ไม่ยุติธรรมพลาด กำลังใจ เพราะโลกไม่เคยบังคับให้ใครเป็นทุกข์ จิตของเราต่างหากที่ไปยุ่งกับมันอย่างประมาทนอนใจ ชอบไปปรุงไปแต่งด้วยความพอใจและไม่พอใจ จนหลงเชื่อว่ามันจะให้ความสุขที่เรากำลังใฝ่ฝัน มันไม่เคยรับปากกับเราเลยนะ เราคิดเอาเอง

คนที่ไม่เข้าวัด หรือไม่ปฏิบัติธรรมจำนวนมากมองว่า วกเข้าวัดเป็นคนเต่าล้านปีบ้าง งมงายบ้าง มัวแต่หาสิ่งเลื่อนลอยบ้าง คนที่คิดอย่างนี้มักจะเชื่อว่าสิ่งที่วัดไม่ได้ นับไม่ได้ ไม่มียี่ห้อ อวดคนอื่นไม่ได้ เป็นของลมๆ แล้งๆ ต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มีราคาในตลาด จึงจะเป็นของจริง เงินทอง บ้านช่อง รถยนต์ เครื่องเพชร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้แหละคือของจริงของเขา แต่ทำไมของจริง เหล่านั้นหายไปได้ ทำไมอยู่ดีๆ หนี้ต่างประเทศของนักธุรกิจสามารถเพิ่มขึ้นเท่าตัว ภายในไม่กี่วัน ทำไมรถยนต์ที่เจ้าของรักพลาด กำลังใจ และพลาด กำลังใจ หวงแหนเหลือเกิน ธนาคารยึดได้ ทำไมคนดังของสังคมหยุดทำงานหรือหมดอำนาจ เมื่อตายไปก็แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง ทรัพย์สมบัติเงินทอง อำนาจ ชื่อเสียง ฯลฯ ต่างหาก ที่นักปราชญ์มองว่าเป็นของมายา เหมือนความฝัน

ถึงแม้ว่าวัตถุจะฝืด เคือง ปัจจัยสี่ต้องดิ้นรนมากกว่าแต่ก่อน ผู้เจริญด้วยนามธรรมก็ยังยิ้มได้ (ยิ้มจากใจ ไม่ใช่แค่บริหาร กล้ามเนื้อใบหน้าเพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่ง) เพราะแหล่งความสุขของเขายังไม่ถูกทำลาย เศรษฐกิจดีใจเขาไม่ฟู เศรษฐกิจแย่ ใจเขาไม่แฟบ จะมีปัญหาบ้างก็ทำใจได้ เพราะสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมทำมาตลอดก็คือทำใจภาวนาก็คือการทำใจนั่นเอง ทำ ใจให้มีกำลังพอที่จะอยู่กับความจริง พุทธศาสนาสอนว่าความสงบเกิดจาก การรู้เห็นความจริงในทุกเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นพลาด กำลังใจ นักปฏิบัติพยายามสำรวมไม่ให้จิตวิ่งเตลิดตามสิ่งน่าปรารถนา ไม่ให้มุทะลุผลักไส หรือปฏิเสธสิ่งที่ไม่น่า ปรารถนา เพียงแต่ให้พยายามรู้เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น รู้ความเกิดของมัน รู้ความดับของมัน รู้คุณ รู้โทษของมัน รู้ วิธีที่จะไม่ตกเป็นทาสของมัน อยู่กับความจริง ปฏิบัติต่อความจริงของชีวิตในทุกขณะ ไม่กลัวความจริง ไม่หันหลังให้ความจริง หรือพยายามกลบเกลื่อนความจริงด้วยกามารมณ์

ใน การภาวนาของเราให้พลาด กำลังใจ พยายามฝึกตนเองให้อยู่ในปัจจุบันกับความจริง โดยไม่ให้จิตใจคิดปรุงแต่งหมกมุ่นกับสิ่งที่ อาจจะ คงจะ น่าจะ ทั้งหลาย อารมณ์ปัจจุบัน ทำสิ่งที่ถูกต้องในปัจจุบัน แก้ไขสิ่งบกพร่องไปเรื่อยๆ เท่าที่จะแก้ได้ ถ้าเราปลุกตนเองให้ตื่นอยู่กับความจริงอย่างนี้ อารมณ์จะขึ้นจะลงบ้างก็ไม่เป็นปัญหาของความจริง

ความเจริญเป็นอาการ ของความจริง แม้ความถอยหลัง หรือความเสื่อม ก็เป็นอาการของความจริง ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ปรากฏบนเวทีแห่งละครชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นอาการของความจริงทั้งนั้น เห็นแล้วก็เย็นสบาย แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น เศร้าแล้ว ไม่ระทม สุขแล้วไม่เหลิง ก็ยังได้กำไร เหมือนกับเราไปดูหนังผี ถ้าเรารับรู้ว่ารูปทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในจอล้วนแต่เป็นอาการ ของแสง พอเราจับได้ว่ามันก็แค่นั้นแหละ อารมณ์ที่ถูกเขย่าก็จะสงบลง เมื่อรู้ว่าความเป็น “แค่นั้นแหล” ของอารมณ์มันก็หมดโอกาสที่จะทำให้เราเป็นเข็ญใจได้ทันที

ชีทศพรบรรยายธรรม 20กันยาฯ2553ตอนที่11

พระพุทธศาสนายอมรับความสุขที่เกิดจากแม่ชี ลาภแม่ชี ยศ สรรเสริญ สุข ว่าเป็นของจริง แต่เตือนว่าอย่าสำคัญมั่นหมายจนเกินไป เพราะถึงแม้เผินๆ จะดูว่าดี แต่ความจริงมันไม่ดีอย่างที่คิด รูปอาจดูสวยแต่ไกล แต่พอเข้าใกล้สัมผัสจริงๆ แล้วก็จูบไม่หอม ฉะนั้น อย่าหลับหูหลับตาเก็บกด หรือพยายามหันหลังให้ข้อบกพร่องของมัน มองเห็นแต่ด้านดี จนหลงใหลหมกมุ่น และถึงกับกล้าผิดศีลหรือผิดหลักธรรม เพื่อครอบครองสิ่งที่ตนอยากเหล่านั้น

เราต้องรู้เท่าทันความไม่แน่ นอนของสังขารร่างกาย ความไม่แน่นอนของอารมณ์ ความไม่แน่นอนของคนรอบข้าง และของวัตถุที่เราอยู่อาศัย ความปลอดภัยไม่ได้เกิดจาก การบังคับให้ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจหรือเป็นตามใจเรา หากเกิดจากการยอมรับความจริงของทุกสิ่ง และปฏิบัติต่อมันด้วยสติปัญญา ละสิ่งที่ควรละ บำเพ็ญสิ่งที่ควรบำเพ็ญตามความเหมาะสม

ที่จริง การพิจารณาให้เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่เหลือวิสัยของใคร แต่เราไม่ค่อยอยากทำเพราะกลัวจะเสียความรู้สึก กลัวชีวิตจะจืดชืด จะแห้งแล้ง พูดง่ายๆ ว่าเสียดายกิเลส ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วสังเกตว่าหัวเริ่มหด เกิดความลังเลไม่มั่นใจ ขอให้ระลึกว่าครูบาอาจารย์ผู้ที่ข้ามพ้นไปแล้ว ท่านยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าละตัณหาแล้ว ชีวิตจึงจะสดชื่นเบิกบาน

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเอหิปัสสิโก คือชวนมาดู ทนต่อการพิสูจน์ ท่านไม่ต้องการให้เราเชื่ออะไรง่ายๆ ท่านต้องการให้เราเอาคำสอนไปดู เทียบเคียงกับชีวิตของเราว่าจริงไหม อย่างเช่น ท่านสอนว่าทุกวันนี้เราเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น ความผูกพัน การหวังความสุขแต่จากสิ่งนอกตัว ยึดมั่นถือมั่นมากก็ทุกข์มาก ยึดมั่นถือมั่นน้อยก็ทุกข์น้อย ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นเลยก็ไม่ทุกข์เลย คำสั่งสอนลักษณะอย่างนี้ไม่ใช่ทฤษฎีที่ผู้มีศรัทธาต้องเชื่อ หากเป็นเรื่องประสบการณ์ของมนุษย์แท้ๆ คำสอนของพระพุทธศาสนาล้วนแต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทุกคน เกี่ยวกับความสุข เกี่ยวกับความทุกข์ของมนุษย์

สมัยนี้คนตกระกำลำบาก กันมาก ทุกข์แล้วมีทางเลือกสองทางคือ โอดครวญให้จิตล่มจมหรือใคร่ครวญให้จิตที่ล้มได้ลุกขึ้น เราเป็นชาวพุทธอย่างไหนจะเหมาะกว่ากัน

ครูบาอาจารย์ท่านยอมรับว่าทุก คนต้องการความสุข แต่ท่านกลัวว่าเราจะผิดหวัง ท่านจึงขอให้เราพิจารณาให้ชัดเจนเสียก่อนว่าความสุขนั้นคืออะไรแม่ชี ไม่อย่างนั้นมันจะเหมือนกับการออกเดินทางไปเที่ยวประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าประเทศนั้นมันอยู่ที่ไหน ไปอย่างไร ได้ยินแต่ชื่อว่า สุขแลนด์ สุขแลนด์ แล้วคิดอยากไป “ฉันจะต้องไปสุขแลนด์ให้ได้” แต่พาสปอร์ตก็ยังไม่มี เงินที่จะใช้จ่ายในการเดินทางก็ไม่มี คิดแต่อยากไป ตั้งต้นเดินวกวนสักพักหนึ่ง แล้วน้อยใจว่าไปไม่ถึงสักทีแม่ชี ระย่อท้อแท้แล้วกลับบ้าน

ผู้ที่อยู่ในโลกยังครองเรือนอยู่ ท่านไม่ให้ใช้ชีวิตเหมือนพระหรอก เพียงแต่ให้เปลี่ยนความคิด หรือปรับมุมมองต่อความสุขในทางโลกว่า มันเป็นแค่ของเสริมเป็นเปลือก ไม่ใช่แก่นแท้ของชีวิต และไม่ควรจะเป็นเป้าหมายของชีวิต นี่เรียกว่าสัมมาทิฐิในทางพระพุทธศาสนา ผู้ที่ก้าวหน้าในธรรมท่านคิดอย่างนี้ เชื่ออย่างนี้

ความสุขที่เกิด จากการใช้จ่ายทรัพย์สมบัติ ความสุขจากการเสพวัตถุ เป็นความสุขที่ยังหยาบอยู่ ยังไม่เย็น ความสุขที่สูงกว่านั้นมีอยู่ จะแสวงหาความสุขทางโลกก็แสวงหาเถอะ สมควรภายในขอบเขตศีลธรรมของเรา โดยไม่ฝากความหวังไว้กับความสุขอย่างนี้มากเกินไป เพราะเป็นความสุขที่ผันผวนแม่ชี ชวนปั่นป่วนตัวเราจนเกินไป เราจะทำให้ตนเองเป็นคนคิดมากบ้าง ฉุนเฉียวบ้าง อ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง พร้อมที่จะตกในหลุมของความตึงเครียด ความเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลาและที่สำคัญยิ่ง คือทำให้เราหาความสุขที่สูงกว่ายากยิ่งขึ้น

แม่ชีทศพรบรรยายหลักธรรมะ 20กันยาฯ2553ตอนที่13

เมื่อเราไม่เข้าใจธรรมชาติของตนเอง ไม่เข้าใจธรรมชาติของโลก กิเลสก็จะเป็นผู้สนตะพาย โดยเราหลงหวังไปว่าโลกจะให้สิ่งที่ จริงๆ แล้วโลกให้เราไม่ได้ คือความสุขที่ไม่รู้โรย ความสุขที่ยืนยงคงกระพันธรรม แต่สัจธรรมความจริงที่ปุถุชนไม่อยากรับรู้ คือสิ่งที่เราจะได้จากโลกมีแค่ความสุขแบบกระตุ้นประสาท หรือบำเรออัตตาเท่านั้น

กายและใจของเราจะมีความสุขกับการกระตุ้น ประสาทมากไม่ได้ มันจะเหนื่อย อีกทั้งถ้ากระตุ้นบ่อยประสาทก็เริ่มด้าน จึงต้องเพิ่มอัตราและความเข้มของการกระตุ้นอยู่เรื่อยๆ ความสุขทางเนื้อหนังจึงย่อมกระท่อนกระแท่นเป็นธรรมดา พ้นการขึ้นๆ ลงๆ ไม่ได้ น้อยคนเหลือเกินสนใจจะหยุดทบทวน หรือคิดพิจารณาว่าความสุขที่อยากได้คืออะไร ชีวิตของมนุษย์จึงหนีไม่พ้นความผิดหวัง ปัญหาในโลกหลายๆ อย่างธรรม ไม่ว่าปัญหาภายในจิตใจของคนเรา ปัญหากับคนรอบข้าง หรือปัญหาในสังคมทั่วไป เกิดจากการหวังความสุขที่ถาวรจากสิ่งที่ไม่ถาวร เมื่อไม่ได้สมหวังก็ระทมขมขื่น สมหวังแล้วก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนยึดติดก็เศร้าโศกหรือกลัดกลุ้ม

พระพุทธองค์ตรัสว่า ความสุขมีหลายอย่าง นอกจากความสุขสามัญแล้ว ทุกคนไม่ว่านักบวชหรือผู้ครองเรือนควรหาความสุขที่เกิดจากคุณงามความดี และความสุขอันประเสริฐที่เกิดจากการเป็นอิสระจากกิเลส จะได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวล เพียงแค่ความพยายามที่จะสร้างความสุขประเภทนี้ ก็ทำให้ชีวิตมีคุณภาพอย่างน่าภาคภูมิใจแล้ว

ผู้ที่ได้รับความสุข ประเภทที่สองและสามในระดับใดระดับหนึ่งเท่านั้น จึงจะมีโอกาสดับความหิวโหยธรรม หรือความอ้างว้างว้าเหว่ในใจได้ อาตมาเชื่อว่าลึกๆ แล้ว ทุกคนต้องการความสุขอันเยือกเย็นที่เกิดจากความดี ความสงบ และปัญญา เพียงแต่ว่ายังไม่รู้ตัว การหวังความสุขที่มั่นคงเป็นที่พึ่งได้ ส่อให้เห็นถึงความต้องการเช่นนี้ ทำไมเราจึงต้องการความสุขที่ไม่เสื่อม ? คำตอบน่าจะเป็นเพราะว่าในจิตใต้สำนึกแล้ว เรารู้ว่าตนเองมีสิทธิและมีศักยภาพพอที่จะได้ความสุขที่ถาวร พ้นความแตกสลาย

น่าเสียดายว่านิทาน นิยาย เพลง ละคร ฯลฯ พากันล้างสมองเราว่าสิ่งเดียวที่จะให้ความสุขอย่างนี้แก่เราได้คือความรัก คนหนุ่มสาวจึงสัญญากันว่า จะรักกันจนดินฟ้าทลาย แต่ความจริงปรากฏว่า ความรักอมตะของหลายๆ คู่ แต่งงานกันไม่กี่ปี หรือไม่ทันถึงปีก็ร่อแร่เต็มที ดินฟ้ายังคงเดิม อารมณ์ทลายไปก่อน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนให้เราเข้าใจตนเอง พระองค์ชี้แจงเปิดเผยธรรมชาติของกาย ธรรมชาติของใจธรรม ธรรมชาติของความทุกข์และความสุข ถ้าจะให้พุทธธรรมเป็นศาสตร์ก็ต้องเป็นสุขทุกขศาสตร์ ศาสตร์อื่นทั้งหมดเป็นแค่บริวารของศาสตร์นี้เท่านั้น หากขาดพุทธศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานเสียแล้วธรรม ศาสตร์ทางโลกย่อมเป็นดาบสองคมทั้งสิ้น

พระพุทธองค์ทรงสอนวิธีดับ ทุกข์หาสุขที่ถูกต้องและได้ผล ส่วนเรื่องเทวโลกนรก ชาติก่อน ชาติหน้า เชื่อได้ก็เป็นบุญ ยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ค่อยเอาไว้คุยทีหลัง สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของพุทธธรรมคือเรื่องภพนี้และชาตินี้ พระองค์ตรัสว่า โดย ปกติชีวิตของมนุษย์ไม่เป็นสุข เพราะหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา การฝึกให้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ถอดถอนอุปทานจนจิตเป็นอิสระพ้นการบีบคั้นของกิเลส คือการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ในสายตาของนักปราชญ์ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ความสุขอย่างอื่นก็เป็นเหมือนของเด็กเล่น

หลักการสำคัญจึงอยู่ที่การ ระงับกิเลสด้วยการควบคุม กาย วาจา (ศีล) การพัฒนาคุณธรรม เช่น ความอดทน ความขยัน ความเมตตากรุณา ความสงบ (สมาธิ) และการพิจารณาสิ่งที่มากระทบให้เห็นความไม่คงที่ ไม่คงตัว ไม่เป็นตัวหรือของตัว (ปัญญา)

แม่ชีทศพรบรรยายธรรม 20กันยาฯ2553ตอนที่12

สิ่งที่ไม่เที่ยงย่อมขาด เสถียรภาพ ไม่พ้นภัย นี่คือทุกขลักษณะโดยทั่วไป สิ่งที่ไม่ถาวร ไม่สามารถที่จะให้ความสุขที่ถาวรแก่เราได้ ยึดติดในขณะใดก็ทุกข์ในขณะนั้น นี่คือทุกข์ในความหมายของอริยสัจ มันก็จะค่อยๆทศพร ชัดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันไม่ได้อยู่ใต้การบังคับบัญชา จะสั่งจะห้ามกายนี้อย่าให้เจ็บ อย่าให้แก่ อย่าให้ตายเลย ก็ไม่ได้ มันดันทุรังดื้อรั้นจริงๆ ขอร้องอ้อนวอนอย่างไร มันก็เฉยเมยทศพร ยังดำเนินไปตามธรรมดาของธรรมชาติมันอยู่อย่างนั้น ในการประพฤติปฏิบัติ ท่านจึงให้เราสร้างฐานหนักแน่นด้วยศีล บำเพ็ญคุณงามความดีไว้ให้มาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ เจริญสมาธิภาวนาจนแน่วแน่ ได้ความสุขจากความดีแล้ว ใช้จิตที่มีกำลังนั้นให้ทำลายเชื้อของความทุกข์คือ อวิชชาและตัณหาด้วยปัญญาให้ค่อยๆทศพร หมดไป ในชีวิตของอาตมาเอง เรื่องปัญญาและเรื่องความสุข รู้สึกว่าเกี่ยวเนื่องกันมานานแล้ว ตอนที่เร่ร่อน หาประสบการณ์ชีวิตก่อนบวช ได้เดินทางไปหลายประเทศ

อายุ ยังไม่ถึง 20 ปี ก็เที่ยว 20 กว่าประเทศแล้ว หาประสบการณ์ด้วยมีความเย่อหยิ่ง คือความเข้าใจหรือความเชื่อว่าความสุขคือ ปัญญา และปัญญาเกิดจากประสบการณ์ ที่จริงอาตมาเลื่อมใสในคำว่าปัญญาตั้งแต่ยังเด็ก มีความเชื่อเดิม เรื่องความสุขตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ว่ามันเกิดจากความรู้ เพียงแต่ว่าตอนนั้นยังไม่เจอคำสอนทางพระพุทธศาสนา ยังไม่รู้ว่าปัญญาคืออะไร นอกจากคิดว่าผู้มีปัญญาเป็นผู้มีพลัง สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

ตอนเด็กอยากเป็นผู้มีปัญญามาก ชอบนิทานที่พระเอกชนะผู้ร้ายด้วยกลวิธีที่หลักแหลม มากกว่านิทานที่พระเอกยิงเขาตาย ต่อมาอ่านหนังสือของนักคิดฝรั่ง ก็เกิดความเข้าใจว่าปัญญาเกิดจาก ประสบการณ์ที่โชกโชน จึงคิดว่าเราอยู่ที่บ้านในชนบท ประสบการณ์มันน้อย กลัวปัญญาจะไม่เกิด ต้องไปผจญภัย ต้องฝ่าฟันอุปสรรคที่ยากลำบาก และอันตรายมันถึงจะดี จึงจะเกิดมีปัญญาแล้วมีความสุข อาตมาจึงออกจากบ้าน เที่ยวระเหเร่ร่อนไป ลองนั่นลองนี่ รู้สึกพอใจว่าได้กำไรทุกวัน วันหนึ่งหลังจากไม่ได้อยู่บ้านเกือบสองปี ได้นั่งอ่านหนังสือรวบรวมพระสูตร อ่านแล้วสะดุ้ง

ในพระสูตร พระสูตรหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า พระตถาคตจะสอนเธอทั้งหลายถึงเรื่องทั้งหมด เรื่องทั้งหมดคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้คือ ทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์ อาตมาได้ฉุกคิดทันที สำนึกตัวเลยว่า การหาประสบการณ์ชีวิตของเรา เป็นแค่การสะสมสัญญาเท่านั้น ที่เราได้เห็นอะไรๆ แปลกประหลาดหลายอย่าง สิ่งที่สวยงามเช่น พระอาทิตย์ขึ้นจากยอดภูเขาหิมาลัย พระอาทิตย์ตกที่ทะเลอันดามัน สิ่งที่ทั้งน่าเกลียด และน่าสงสาร อย่างเช่นกลุ่มคนพิการขอทาน ในเมืองกัลกัตตา ฝูงหมาแย่งไส้ของซากเด็กริมแม่น้ำคงคา ฯลฯ

ทั้งหมดที่ได้เห็นมาก็สัก แต่ว่ารูปเท่านั้นเอง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราได้ยิน เช่น เสียงอิหม่ามเรียกชาวมุสลิมไปสุเหร่า ดนตรีอินเดียที่แสนละเอียดลึกซึ้งทศพร เสียงนกยูงร้องหากันในยามพลบค่ำชานหมู่บ้านกลางทะเลทราย เสียงที่ประทับใจที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมีเยอะ แต่ทั้งหมดนั้นสักแต่ว่าเสียงเท่านั้น กลิ่นหอมกระสอบเครื่องเทศในตลาด กลิ่นเหม็นควันจากโรงงานในเมืองอุตสาหกรรม ก็สักแต่ว่ากลิ่นเท่านั้น

รสอาหารอิหร่าน อาหารตุรกี อาหารอินเดียเหนือ อาหารอินเดียใต้ทศพร ก็เป็นแค่รสเท่านั้นเอง ลมฤดูใบไม้ผลิในภูเขาแอลป์โชยลูบไล้ใบหน้า ความแน่นขนัดในรถไฟอินเดีย ฯลฯ ก็สักแต่ว่าโผฏฐัพพะคือความเย็น ร้อน อ่อน แข็งเท่านั้น ความนึกคิดต่างๆ ความคิดดี คิดชั่ว ความตื่นเต้น ความเบื่อระอา ความกลัว ความกล้าจินตนาการ ก็สักแต่ว่าธรรมารมณ์เท่านั้น

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่สัมผัสแล้ว เดี๋ยวนี้สิ่งเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนกัน อาตมาถามตนเอง ได้คำตอบว่า เหมือนความฝัน เหลือแต่ความทรงจำคือ สัญญา อาตมาประจักษ์อยู่กับใจว่าจะไปไหนต่อไปก็ไม่ได้อะไรมากกว่านี้ เที่ยวประเทศไหน ก็คงเห็นแต่ของเก่าคือรูป ได้ยินแต่ของเก่าคือเสียง ได้ดมแต่ของเก่าคือกลิ่น ไปรับประทานอาหารที่ไหน อาหารอินเดีย อาหารไทย อาหารเวียดนาม อาหารอะไรก็แล้วแต่ รับประทานอะไรลงไปแล้วก็ได้แค่รส ไม่มีอาหารที่ใดในโลกนี้ที่พ้นจากความเป็นรสไปได้

แม่ชีทศพรบรรยายธรรม 20กันยาฯ2553ตอนที่10

สิ่งที่ไม่เที่ยงย่อมขาด เสถียรภาพ ไม่พ้นภัย นี่คือทุกขลักษณะโดยทั่วไป สิ่งที่ไม่ถาวร ไม่สามารถที่จะให้ความสุขที่ถาวรแก่เราได้ธรรม ยึดติดในขณะใดก็ทุกข์ในขณะนั้น นี่คือทุกข์ในความหมายของอริยสัจ มันก็จะค่อยๆ ชัดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันไม่ได้อยู่ใต้การบังคับบัญชา จะสั่งจะห้ามกายนี้อย่าให้เจ็บ อย่าให้แก่ อย่าให้ตายเลย ก็ไม่ได้ มันดันทุรังดื้อรั้นจริงๆ ขอร้องอ้อนวอนอย่างไร มันก็เฉยเมย ยังดำเนินไปตามธรรมดาของธรรมชาติมันอยู่อย่างนั้น ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านจึงให้เราสร้างฐานหนักแน่นด้วยศีล บำเพ็ญคุณงามความดีไว้ให้มาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ธรรม เจริญภาวะจิตสงบภาวนาจนแน่วแน่ ได้ความสุขจากความดีแล้วธรรม ใช้จิตที่มีกำลังนั้นให้ทำลายเชื้อของความทุกข์คือ อวิชชาและตัณหาด้วยปัญญาให้ค่อยๆ หมดไป ในชีวิตของอาตมาเอง เรื่องปัญญาและเรื่องความสุข รู้สึกว่าเกี่ยวเนื่องกันมานานแล้ว ตอนที่เร่ร่อน หาประสบการณ์ชีวิตก่อนบวช ได้เดินทางไปหลายประเทศ

อายุ ยังไม่ถึง 20 ปี ก็เที่ยว 20 กว่าประเทศแล้ว หาประสบการณ์ด้วยมีความเย่อหยิ่ง คือความเข้าใจหรือความเชื่อว่าความสุขคือ ปัญญา และปัญญาเกิดจากประสบการณ์ ที่จริงอาตมาเลื่อมใสในคำว่าปัญญาตั้งแต่ยังเด็ก มีความเชื่อเดิม เรื่องความสุขตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ว่ามันเกิดจากปัญญา เพียงแต่ว่าตอนนั้นยังไม่เจอคำสอนทางพระพุทธศาสนา ยังไม่รู้ว่าปัญญาคืออะไร นอกจากคิดว่าผู้มีปัญญาเป็นผู้มีพลัง สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

ตอนเด็กอยากเป็นผู้มีปัญญามาก ชอบนิทานที่พระเอกชนะผู้ร้ายด้วยกลวิธีที่หลักแหลม มากกว่านิทานที่พระเอกยิงเขาตาย ต่อมาอ่านหนังสือของนักคิดฝรั่ง ก็เกิดความเข้าใจว่าปัญญาเกิดจาก ประสบการณ์ที่โชกโชนธรรม จึงคิดว่าเราอยู่ที่บ้านในชนบท ประสบการณ์มันน้อย กลัวปัญญาจะไม่เกิด ต้องไปผจญภัย ต้องฝ่าฟันอุปสรรคที่ยากลำบาก และอันตรายมันถึงจะดี จึงจะเกิดมีปัญญาแล้วมีความสุข อาตมาจึงออกจากบ้าน เที่ยวระเหเร่ร่อนไป ลองนั่นลองนี่ รู้สึกพอใจว่าได้กำไรทุกวัน วันหนึ่งหลังจากไม่ได้อยู่บ้านเกือบสองปี ได้นั่งอ่านหนังสือรวบรวมพระสูตร อ่านแล้วสะดุ้ง

ในพระสูตร พระวิสูตรหนึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า พระตถาคตจะสอนเธอทั้งหลายถึงเรื่องทั้งหมด เรื่องทั้งหมดคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เหล่านี้คือ ทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์ อาตมาได้ฉุกคิดทันที สำนึกตัวเลยว่า การหาประสบการณ์ชีวิตของเรา เป็นแค่การสะสมสัญญาเท่านั้น ที่เราได้เห็นอะไรๆ แปลกประหลาดหลายอย่าง สิ่งที่สวยงามเช่น พระอาทิตย์ขึ้นจากยอดภูเขาหิมาลัย พระอาทิตย์ตกที่ทะเลอันดามัน สิ่งที่ทั้งน่าเกลียด และน่าสงสาร อย่างเช่นกลุ่มคนพิการขอทาน ในเมืองกัลกัตตา ฝูงหมาแย่งไส้ของซากเด็กริมแม่น้ำคงคา ฯลฯ

ฟ้ามีตา FahMeTah 3/3 เด็กของเน่าเสีย

เมื่อเราไม่อยู่กับ ความจริง ความทุกข์จะเกิดขึ้น อยากได้นั่น อยากได้นี่ คือไม่ได้อยู่กับความจริงในปัจจุบัน อยากหนีจากความจริง ไปหาอะไรที่สนุกกว่านี้ ที่ดีกว่านี้ นั่นเป็นอาการของตัณหา ท่านจึงให้เรารีบช้าๆขยะ ต้องรีบเพราะชีวิตของเรามันสั้นเหลือเกิน แต่ต้อง ช้าๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นอาจจะพลาดพลั้งหรือหลงทาง ตรอกซอยมีเยอะ โอกาสหลงทางมันมีมาก ต้องค่อยๆ ดู ค่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ ความสุขที่สูงสุด ความสุขที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร เราเจอหรือยัง……… !!!

ไม่ต้องพูดเรื่องการดับทุกข์ก็ได้ สำหรับคนบางคนอาจจะไม่เหมาะ เพราะว่าถ้าเราปฏิบัติจนได้ผลบ้าง จิตใจสบาย เดี๋ยวก็จะไม่อยากปฏิบัติต่อ พอใจแค่นั้น ดับทุกข์แค่นี้ ก็พอใจเสียแล้ว สบายแล้ว มันจะคิดอย่างนั้น ฉะนั้น เรื่องดับทุกข์ไม่ต้องพูดดีกว่า เปลี่ยนเป็นว่าเราปฏิบัติเพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริง เมื่อเราปฏิบัติแล้ว จิตใจมีความสุขพอสมควรแล้วสบาย ต้องถามตนเองว่า ถึงที่สุดหรือยัง ถึงที่สุดของความสุขหรือยัง และความสุขนี้มันหนักแน่น มั่นคง มากน้อยแค่ไหน เป็นความสุขที่ไว้ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้หรือ

ความสุขที่เกิดจาก สมาธิก็ยังไม่ใช่ ยังมีโอกาสที่จะเสื่อม เพราะยังอาศัยสิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร ความสุขที่แท้จริงเกิดจาก ปัญญาที่เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ กาย และใจนี้ ตามความเป็นจริง ว่าเป็นกระแสธรรมชาติที่ไม่มีเจ้าของ ถ้ายึดติดแล้วอันตราย เมื่อเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง จนปล่อยวางความยึดติดได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคยตรัสว่า

สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอัตตาขยะ คือ แก่นสาร พระความหลุดพ้นไม่เกิดไม่ตาย เป็นภาวะที่สุขอย่างยิ่งขยะ ว่างอย่างยิ่ง การสื่อสารก็ต้องใช้ภาษาอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้ว ในขณะที่จิตใจของพระพุทธองค์เข้าถึงจุดนี้แล้ว ภาษาไม่ปรากฏเสียแล้ว เพราะพระองค์ได้ลุถึงมิติอันเร้นลับ ซึ่งเหนือภาษาไปแล้ว แต่ท่านเมตตาพวกเรา ต้องการให้เราทราบ ต้องการให้เรารู้ว่าท่านเห็นอะไร ท่านจึงพยายามหาศัพท์ที่ใกล้ที่สุด หรือที่เพี้ยนน้อยสุด ให้เป็นเหมือนลูกศร หรือในสำนวนกวีโบราณเหมือนนิ้วชี้พระจันทร์

พระองค์ตรัสว่า ทุกสิ่ง อนิจจัง ทุกขังขยะ อนัตตา พวกเราจะได้รู้แนวทาง จิตใจของเราจะได้ค่อยๆ เตรียมตัวสัมผัสโดยตรง ได้พยายามโน้มจิตใจไปทางนี้อยู่เสมอ ให้สังเกตความไม่แน่นอนของสิ่งทั้งหลาย ทั้งนอกตัวและภายในตัวเรา ไม่แน่นอนสักอย่างเลย ให้จิตคุ้นอยู่กับความจริงในระดับความคิดเสียก่อน เมื่อสุกงอมแล้วจึงจะได้เห็น ความจริงที่อยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้สัมผัสไม่ว่าทาง ตา หู จมูก ลิ้นขยะ กาย ใจ ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุและปัจจัยเท่านั้นเอง เมื่อจิตใจสงบแล้ว มันจะไวต่อความธรรมดาของธรรมชาติมาก ถึงไม่ตั้งใจเจริญวิปัสสนา จิตใจมันพร้อมที่จะรับรู้ พร้อมที่จะดู และพร้อมที่จะพิจารณา เข้าไปถึงความจริง จิตที่เป็นสมาธิได้สัมผัสความไม่เที่ยงนี้โดยตรง และยังประจักษ์ในเรื่องความทุกข์ด้วย

ogtzuq